ในยุคที่ใครๆ ก็ต่างให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองจากภายในสู่ภายนอก "แอสตาแซนธิน" (Astaxanthin) ได้กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นในเรื่องการชะลอวัย (Anti-aging) และการบำรุงผิวพรรณ ทำให้แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชั้นนำต่างพัฒนาสูตรออกมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด และสองแบรนด์ที่ถูกพูดถึงและนำมาเปรียบเทียบกันบ่อยครั้งก็คือ GLORY Astaxanthin และ Swisse Astaxanthin ซึ่งต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป บทความนี้จึงจะพาคุณไปเจาะลึกข้อมูลเพื่อทำการเปรียบเทียบ GLORY Astaxanthin vs Swisse Astaxanthin แบบช็อตต่อช็อต เพื่อตอบคำถามว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนจะเหมาะสมและคุ้มค่าสำหรับคุณมากที่สุด
ก่อนจะไปเปรียบเทียบระหว่างสองแบรนด์ เรามาทำความรู้จักกับพระเอกของงานอย่าง "แอสตาแซนธิน" กันก่อน แอสตาแซนธิน คือสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่ให้สีแดงหรือสีชมพูในธรรมชาติ พบได้มากในสาหร่ายฮีมาโตค็อกคัส พลูวิเอลิส (Haematococcus pluvialis) ซึ่งเป็นที่มาของสีแดงในปลาแซลมอนและกุ้ง แอสตาแซนธินได้รับการขนานนามว่าเป็น "ราชินีแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ" เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซีถึง 6,000 เท่า และสูงกว่า CoQ10 ถึง 800 เท่า จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับพบว่า ประโยชน์ของแอสตาแซนธินนั้นครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องเซลล์ผิวจากรังสี UV, ลดเลือนริ้วรอย, เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว, ช่วยเรื่องภูมิต้านทาน และบำรุงสายตา การกินแอสต้าแซนทีนเป็นประจำจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการชะลอวัยและดูแลสุขภาพองค์รวมที่ได้รับความนิยมทั่วโลก
ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ GLORY ที่เน้นการบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ชูจุดเด่นด้วยการใช้ Astaxanthin จาก Astareal™ ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผสานพลังกับสารสกัดจากเปลือกองุ่น, โคเอนไซม์ คิวเทน (Co Q10) และวิตามินอี เพื่อเน้นคุณสมบัติด้านการลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น และทำให้ผิวกระชับยืดหยุ่น
ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Swisse ซึ่งเป็นแบรนด์สุขภาพชั้นนำจากออสเตรเลีย มีจุดเด่นที่การรวมสารสกัดหลายชนิดเข้าไว้ด้วยกัน โดยนอกจากแอสตาแซนธินแล้ว ยังมีส่วนผสมที่เน้นเรื่องความกระจ่างใสของผิวอย่าง แอล-กลูต้าไธโอน, วิตามินซี, และนิโคตินาไมด์ (วิตามินบี 3) ทำให้เป็นสูตรที่มุ่งเน้นการดูแลผิวให้มีออร่าและสุขภาพดีไปพร้อมกัน
| คุณสมบัติ | GLORY Astaxanthin | Swisse Astaxanthin | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ปริมาณ Astaxanthin | 6 mg | 6 mg | ✅ ปริมาณเทียบเท่ากัน ซึ่งเป็นโดสที่แนะนำต่อวัน |
| แหล่งที่มา Astaxanthin | AstaReal™ | ระบุว่ามาจากสาหร่ายสีแดง แต่ไม่ระบุแบรนด์ผู้ผลิต | ✅ GLORY ระบุชัดเจนว่าเป็น Astareal ซึ่งเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ |
| ส่วนผสมเสริม (สูตร) | Coenzyme Q10, Grape Skin Extract, Vitamin E | L-Glutathione, Vitamin C, Vitamin E, Nicotinamide | แตกต่างกันชัดเจน GLORY เน้น Anti-aging ส่วน Swisse เน้นผิวกระจ่างใส |
| จุดเด่นของสูตร | เน้นลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น ผิวยืดหยุ่น | เน้นผิวกระจ่างใส มีออร่า ลดจุดด่างดำ | ✅ เลือกได้ตามความต้องการของสภาพผิว |
| รูปแบบผลิตภัณฑ์ | แคปซูล (Capsules) | ซอฟต์เจล (Softgel) | ✅ ทั้งสองแบบทานง่ายและดูดซึมได้ดี |
| จำนวนต่อกระปุก | 30 แคปซูล | 30 ซอฟต์เจล | ✅ ปริมาณมาตรฐาน ทานได้ 1 เดือน |
| คำแนะนำในการทาน | วันละ 1-2 แคปซูล หลังอาหาร | วันละ 1 เม็ด หลังอาหาร | ❌ GLORY อาจหมดเร็วกว่าหากทานวันละ 2 แคปซูล |
| ส่วนผสมอื่นที่น่าสนใจ | Grape Skin Extract (สารต้านอนุมูลอิสระ) | L-Glutathione, Nicotinamide (เพื่อผิวกระจ่างใส) | ✅ มีส่วนผสมเสริมที่น่าสนใจทั้งคู่ |
ข้อดี
ข้อเสีย
สั่งซื้อ GLORY Astaxanthin ชิ้นนี้ได้ที่ :
ข้อดี
ข้อเสีย
สั่งซื้อ Swisse Astaxanthin ชิ้นนี้ได้ที่ :

การตัดสินใจเลือกระหว่างสองผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายหลักในการดูแลผิวของคุณเป็นสำคัญ เพราะทั้งสองแบรนด์ต่างมีคุณภาพและจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน หากคุณกำลังลังเลว่าจะซื้ออะไรดีระหว่าง GLORY Astaxanthin กับ Swisse Astaxanthin หรือสงสัยว่า GLORY Astaxanthin VS Swisse Astaxanthin รุ่นไหนดี ลองพิจารณาตามคำแนะนำต่อไปนี้
✅ เลือก GLORY Astaxanthin หากเป้าหมายหลักของคุณคือการต่อสู้กับริ้วรอยแห่งวัย (Anti-aging) อย่างจริงจัง ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับ:
✅ เลือก Swisse Astaxanthin หากเป้าหมายหลักของคุณคือการมีผิวที่ดูกระจ่างใส มีออร่า ลดเลือนจุดด่างดำและความหมองคล้ำ ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับ:
โดยสรุป ทั้ง GLORY และ Swisse ต่างก็ใช้ แอสตาแซนธิน 6 mg เป็นส่วนประกอบหลัก แต่มีแนวทางในการเสริมประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน GLORY มุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูโครงสร้างผิวเพื่อต่อต้านริ้วรอย ในขณะที่ Swisse เน้นการปรับโทนสีผิวให้สว่างและกระจ่างใส ดังนั้น การเลือกซื้อจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการแก้ไขปัญหาผิวในด้านใดเป็นพิเศษนั่นเอง