
เคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้บางครั้งเราจะพยายามควบคุมหรือข่มมันไว้ได้แล้ว แต่เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ มันก็พร้อมจะปะทุขึ้นมาใหม่ได้เสมอ คำตอบในทางพระพุทธศาสนาอยู่ที่กิเลสระดับลึกที่เรียกว่า อนุสัยกิเลส ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องหรือซ่อนตัวอยู่ในกระแสจิตของเรา เปรียบเสมือนตะกอนที่นอนก้นอยู่ในภาชนะ แม้น้ำเบื้องบนจะดูใส แต่เมื่อถูกกระทบกระเทือน ตะกอนนั้นก็จะฟุ้งขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นได้อีกครั้ง การกำจัดเพียงกิเลสอย่างหยาบจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่การถอนรากถอนโคนอนุสัยกิเลส คือกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงและถาวร
ทำความรู้จักอนุสัยกิเลส 7 ประการ
อนุสัยกิเลสเปรียบดังเชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ในจิตใจ คอยหาจังหวะที่จะแสดงอาการออกมาเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น พระพุทธองค์ทรงจำแนกอนุสัยกิเลสไว้ 7 ประการ ดังนี้
| อนุสัยกิเลส | คำอธิบายโดยย่อ | กิเลสอย่างหยาบที่ปรากฏ |
|---|---|---|
| กามราคานุสัย | ความกำหนัดยินดีที่นอนเนื่อง | ความใคร่, ความอยากได้, ตัณหา |
| ปฏิฆานุสัย | ความขัดเคืองใจที่นอนเนื่อง | ความโกรธ, ความเกลียด, โทสะ |
| ทิฏฐานุสัย | ความยึดในความเห็นผิดที่นอนเนื่อง | ความเชื่อผิดๆ, การยึดมั่นในทฤษฎี |
| วิจิกิจฉานุสัย | ความลังเลสงสัยที่นอนเนื่อง | ความไม่แน่ใจ, ความกังขาในการปฏิบัติ |
| มานานุสัย | ความถือตัวที่นอนเนื่อง | ความเย่อหยิ่ง, การเปรียบเทียบ |
| ภวราคานุสัย | ความอยากในภพที่นอนเนื่อง | ความยึดติดในชีวิต, ความกลัวตาย |
| อวิชชานุสัย | ความไม่รู้จริงที่นอนเนื่อง | โมหะ, ความหลง, ความมืดบอด |
การทำงานของอนุสัยกิเลส
อนุสัยกิเลสจะไม่แสดงตัวออกมาตลอดเวลา แต่จะถูกกระตุ้นให้ทำงานเมื่ออินทรีย์ทั้ง 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ไปกระทบกับอารมณ์ภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) เมื่อมีการกระทบเกิดขึ้น หากไม่มีสติปัญญากำกับ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็นกิเลสอย่างกลาง (ปริยุฏฐานกิเลส) เช่น นิวรณ์ 5 ที่เข้ามารบกวนจิตใจ และหากไม่สามารถยับยั้งได้อีก ก็จะแสดงออกเป็นการกระทำทางกายและวาจา (วีติกกมกิเลส) ซึ่งเป็นการสร้างกรรมต่อไป
แนวทางการปฏิบัติเพื่อละอนุสัยกิเลส
การจะกำจัดอนุสัยกิเลสซึ่งเป็นกิเลสที่ละเอียดที่สุดนั้น ไม่สามารถทำได้ด้วยการรักษาศีลหรือการทำสมาธิ (สมถกรรมฐาน) เพียงอย่างเดียว เพราะศีลทำได้เพียงควบคุมกิเลสอย่างหยาบ และสมาธิทำได้เพียงข่มกิเลสอย่างกลางไว้ชั่วคราวเหมือนหินทับหญ้า เมื่อยกหินออก หญ้าก็งอกขึ้นมาใหม่ได้ การจะถอนรากถอนโคนอนุสัยกิเลสได้นั้น ต้องอาศัย "ปัญญา" จาก "การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน" เท่านั้น
การเจริญวิปัสสนาคือการใช้สติระลึกรู้สภาวะของกายและใจตามความเป็นจริง จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งว่าทุกสิ่งล้วนตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) เมื่อปัญญานี้คมกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับ "โลกุตตรปัญญา" ก็จะสามารถตัดทำลายอนุสัยกิเลสให้หมดสิ้นไปตามลำดับขั้นของการบรรลุธรรม ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ เมื่อใดที่อวิชชานุสัยอันเป็นรากแก้วถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง อนุสัยกิเลสอื่นๆ ทั้งหมดก็จะถูกทำลายตามไปด้วย เป็นการสิ้นสุดแห่งทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแท้จริงนิวรณ์ 5: กำแพงกิเลสที่ขวางกั้นการดับทุกข์และความสงบ