
ในวัฏสงสารอันยาวไกลที่สรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่รู้จบสิ้นนั้น มีเครื่องผูกรัดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คอยล่ามจิตใจของเราไว้ไม่ให้เป็นอิสระและไม่สามารถหลุดพ้นไปสู่พระนิพพานได้ เครื่องผูกรัดทางใจเหล่านี้ พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า สังโยชน์ 10 ซึ่งแปลว่า "เครื่องผูกสัตว์" สังโยชน์เป็นกิเลสที่ร้อยรัดจิตใจไว้กับภพภูมิต่างๆ เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ผูกมัดนักโทษไว้ในเรือนจำแห่งความทุกข์ การศึกษาให้เข้าใจถึงสังโยชน์แต่ละข้อ และเพียรปฏิบัติเพื่อตัดทำลายโซ่ตรวนเหล่านี้ให้ขาดสะบั้นลง คือภารกิจอันสูงสุดของผู้ที่ปรารถนาการดับทุกข์ที่แท้จริง
สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการ (โอรัมภาคิยสังโยชน์)
สังโยชน์ 5 ข้อแรกนี้ เป็นเครื่องผูกมัดที่หยาบกว่า และเป็นสิ่งที่ผูกสัตว์ไว้กับกามภพ (ภพภูมิที่ยังเกี่ยวข้องกับกามคุณ) การละสังโยชน์ในกลุ่มนี้ได้จะทำให้บุคคลกลายเป็นพระอริยบุคคลในระดับต่างๆ
1. สักกายทิฏฐิ: ความเห็นว่าเป็นตัวตน คือความยึดมั่นว่าขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นตัวเรา ของเรา หรือมีเราอยู่ในขันธ์ 5 เป็นความเห็นผิดพื้นฐานที่สุดที่ทำให้เกิดกิเลสตัวอื่นๆ ตามมา
2. วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย คือความไม่แน่ใจในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และในหนทางการปฏิบัติ
3. สีลัพพตปรามาส: ความยึดมั่นในศีลและพรตอย่างงมงาย คือการปฏิบัติข้อวัตรหรือความเชื่อต่างๆ โดยปราศจากปัญญา เพียงเพื่อหวังผลตอบแทน หรือทำตามๆ กันไปโดยไม่เข้าใจถึงแก่นแท้
การละสังโยชน์ 3 ข้อแรกนี้ได้ ทำให้บุคคลบรรลุเป็น "พระโสดาบัน" ปิดประตูอบายภูมิได้แน่นอน
4. กามราคะ: ความกำหนัดยินดีในกามคุณ คือความพอใจติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่สวยงามน่าปรารถนา
5. ปฏิฆะ: ความกระทบกระทั่งแห่งจิต คือความขัดเคืองใจ ความโกรธ ความไม่พอใจเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา
"พระสกทาคามี" คือผู้ที่ทำสังโยชน์ 3 ข้อแรกได้สิ้นเชิง และทำกามราคะกับปฏิฆะให้เบาบางลง ส่วน "พระอนาคามี" คือผู้ที่ละสังโยชน์ทั้ง 5 ข้อนี้ได้อย่างเด็ดขาด
สังโยชน์เบื้องสูง 5 ประการ (อุทธัมภาคิยสังโยชน์)
สังโยชน์ 5 ข้อหลังนี้ เป็นเครื่องผูกที่ละเอียดอ่อนกว่า เป็นสิ่งที่ผูกมัดพระอนาคามีไว้กับรูปภพและอรูปภพ (ภพของพรหม) การละสังโยชน์ในกลุ่มนี้ได้ทั้งหมด จะทำให้บุคคลบรรลุเป็นพระอรหันต์
6. รูปราคะ: ความติดใจในรูปภพ คือความพอใจในสภาวะของรูปฌานสมาบัติอันเป็นสุขประณีต
7. อรูปราคะ: ความติดใจในอรูปภพ คือความพอใจในสภาวะของอรูปฌานสมาบัติที่ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก
8. มานะ: ความสำคัญตน คือความรู้สึกเปรียบเทียบ ถือตัวว่าเราดีกว่าเขา เสมอเขา หรือด้อยกว่าเขา เป็นกิเลสที่ละได้ยากมาก
9. อุทธัจจะ: ความฟุ้งซ่านในธรรมอันละเอียด คือความฟุ้งซ่านของจิตที่ยังไม่สงบนิ่งสนิทอย่างแท้จริง
10. อวิชชา: ความไม่รู้จริง คือความไม่รู้ในอริยสัจ 4 อันเป็นรากเหง้าของสังโยชน์และกิเลสทั้งปวง
"พระอรหันต์" คือผู้ที่ละสังโยชน์ได้ครบทั้ง 10 ประการโดยสิ้นเชิง เป็นผู้ที่ตัดขาดโซ่ตรวนแห่งวัฏสงสารได้อย่างสมบูรณ์
หนทางสู่การตัดสังโยชน์
หนทางเดียวที่จะตัดสังโยชน์ให้ขาดลงได้นั้น คือการดำเนินตาม มรรคมีองค์ 8 ซึ่งสรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมี "ปัญญา" จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการตัดทำลาย
การเข้าใจเรื่องสังโยชน์ 10 ทำให้เราเห็นแผนที่การเดินทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ทำให้รู้ว่าเราต้องต่อสู้กับกิเลสตัวใดบ้าง และต้องใช้เครื่องมืออะไรในการตัดทำลาย เพื่อปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระจากโซ่ตรวนแห่งวัฏสงสาร และเข้าถึงความสุขสงบอันเป็นอมตะแห่งพระนิพพาน