
ในบรรดาทานทั้งปวงที่มนุษย์สามารถมอบให้แก่กันได้นั้น มีทานอยู่ประเภทหนึ่งซึ่งพระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเลิศกว่าทานทั้งปวง นั่นคือ "ธรรมทาน" ดังพุทธพจน์ที่ว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" ซึ่งแปลว่า "การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง" คำกล่าวนี้มิได้เป็นเพียงวาทะอันสวยหรู แต่แฝงไปด้วยความจริงอันลึกซึ้งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้รับและผู้ให้ได้อย่างสิ้นเชิง ในบทนี้ เราจะมาทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของธรรมทาน ว่าเหตุใดจึงเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ชีวิตใหม่ที่เปี่ยมด้วยสติและปัญญา
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราพูดถึง "การให้" หรือ "ทาน" คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง "อามิสทาน" คือการให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน เช่น การให้เงินทอง อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค หรือการสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ยากทางกายภาพ การให้อามิสทานช่วยบรรเทาความหิวโหย ความหนาวเหน็บ หรือความเจ็บป่วยได้ แต่ผลของมันนั้นมีขอบเขตจำกัด เมื่อผู้รับบริโภคอาหารหมดไป ความหิวก็กลับมา เมื่อเสื้อผ้าเก่าขาดไป ก็ต้องการใหม่ ทานที่เป็นวัตถุจึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและมีลักษณะชั่วคราว
สูงขึ้นมาอีกระดับคือ "อภัยทาน" คือการให้ความไม่มีภัย การไม่ผูกโกรธ ไม่จองเวร ไม่พยาบาท ซึ่งเป็นทานที่ทำได้ยากกว่าอามิสทาน เพราะต้องอาศัยกำลังใจที่เข้มแข็ง การให้อภัยช่วยสลายความขัดแย้ง ลดความรุนแรงในสังคม และที่สำคัญคือช่วยปลดเปลื้องโซ่ตรวนแห่งความเกลียดชังออกจากใจของผู้ให้เอง ทำให้จิตใจสงบและเป็นอิสระ นี่คือทานที่ส่งผลต่อจิตใจโดยตรง แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาความทุกข์ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นหลัก
แต่ "ธรรมทาน" นั้น คือการให้ที่สมบูรณ์และยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นการให้ "ปัญญา" ซึ่งเป็นแสงสว่างนำทางชีวิต การให้ธรรมะคือการชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม การบอกกล่าวถึงสัจธรรมความจริงของโลกและชีวิต คือเรื่องของกฎแห่งกรรม เรื่องของอริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) หรือการสอนให้คนรู้จักวิธีการฝึกฝนพัฒนาจิตใจของตนเองด้วยสมาธิภาวนา การให้ธรรมะจึงไม่ใช่การให้ "ปลา" แต่เป็นการให้ "เบ็ดและวิธีตกปลา" เมื่อบุคคลใดได้รับธรรมะเป็นของขวัญแล้วน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ เขาย่อมสามารถดับความทุกข์ในใจของตนเองได้อย่างถาวร สามารถพึ่งพาตนเองได้ และไม่กลับไปสร้างปัญหาให้แก่ตนเองและผู้อื่นอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงชีวิตเริ่มต้นขึ้น ณ จุดที่บุคคลหนึ่ง "เปิดใจรับ" ธรรมทานนั้น การรับธรรมทานไม่ใช่เป็นเพียงการได้ยินได้ฟัง แต่ต้องประกอบด้วย "โยนิโสมนสิการ" คือการไตร่ตรองโดยแยบคาย เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว ก็นำมาคิดพิจารณาว่าจริงหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือไม่ จะนำไปปรับใช้กับชีวิตของตนเองได้อย่างไร กระบวนการนี้คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด มันคือการหันเหทิศทางของชีวิต จากที่เคยไหลไปตามกระแสกิเลสและความไม่รู้ (อวิชชา) หันกลับมาสู่เส้นทางแห่งสติและปัญญา (วิชชา)
ลองจินตนาการถึงคนที่กำลังหลงทางอยู่ในป่าทึบมืดมิด เขาย่อมต้องการแสงสว่างนำทางมากกว่าอาหารเลิศรสฉันใด คนที่กำลังหลงทางอยู่ในความทุกข์แห่งสังสารวัฏ ก็ย่อมต้องการแสงสว่างแห่งปัญญาจากธรรมะมากกว่าทรัพย์สินเงินทองฉันนั้น ธรรมทานเปรียบเสมือนแผนที่และเข็มทิศที่ชี้ทางออกจากป่าแห่งความทุกข์ ชี้ให้เห็นว่าหลุมพรางอยู่ตรงไหน ทางปลอดภัยอยู่ตรงไหน และจะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางคือความพ้นทุกข์ได้อย่างไร
อานิสงส์ของธรรมทานนั้นแผ่ไพศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับ "ผู้ให้" การให้ธรรมะเป็นการบ่มเพาะปัญญาและเมตตาของตนเองให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะก่อนจะให้ได้ ก็ต้องศึกษาและปฏิบัติจนเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน การให้ธรรมะจึงเป็นการทบทวนและตอกย้ำความเข้าใจในธรรมของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่ เพราะได้ช่วยปลดเปลื้องเพื่อนร่วมทุกข์ให้พ้นจากความมืดบอดทางปัญญา สำหรับ "ผู้รับ" หากน้อมนำไปปฏิบัติ ชีวิตก็จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยร้อนรนด้วยไฟแห่งกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ก็จะค่อย ๆ เย็นลงด้วยน้ำแห่งธรรม จากที่เคยมืดมน ก็จะสว่างไสว จากที่เคยอ่อนแอ ก็จะเข้มแข็งขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นเกราะคุ้มกัน
ชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะธรรมทานนั้น สามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม คนที่เคยโมโหร้าย เมื่อได้เรียนรู้เรื่องขันติและเมตตา ก็กลายเป็นคนใจเย็นลง คนที่เคยเศร้าโศกเสียใจกับการพลัดพราก เมื่อได้เข้าใจในกฎแห่งไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ก็สามารถปล่อยวางและยอมรับความจริงได้มากขึ้น คนที่เคยใช้ชีวิตอย่างประมาทมัวเมา เมื่อได้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตและความไม่แน่นอนของความตาย ก็หันมาสร้างคุณงามความดีและไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ดังนั้น การเริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างแท้จริง จึงเริ่มต้นจากการแสวงหาและเปิดใจรับ "ธรรมทาน" ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของการฟังเทศน์ฟังธรรม การอ่านหนังสือธรรมะ การสนทนาธรรมกับกัลยาณมิตร หรือแม้แต่การสังเกตสัจธรรมจากธรรมชาติรอบตัว เมื่อได้รับของขวัญอันลประเสริฐนี้แล้ว จงทะนุถนอมด้วยการนำไปพิจารณาและลงมือปฏิบัติ เพราะนี่คือก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดที่จะนำเราไปสู่ชีวิตที่สว่างไสว สงบเย็น และเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง