
ในบรรดาคำสอนภาคปฏิบัติทั้งหมดของพระพุทธเจ้า "สติปัฏฐาน 4" ถือเป็นหัวใจของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน พระองค์ถึงกับทรงยืนยันไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า "เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา..." ซึ่งแปลว่า "ภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นหนทางสายเอก เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของเหล่าสัตว์ เพื่อก้าวล่วงความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับสิ้นทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม (อริยมรรค) และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง" คำว่า "สติปัฏฐาน" แปลว่า ที่ตั้งของสติ หรือฐานที่ใช้ในการเจริญสติ เป็นการนำสติไปกำหนดรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง ณ ปัจจุบันขณะ โดยแยกฐานของการพิจารณาออกเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม การฝึกปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 คือการสร้าง "กล้องจุลทรรศน์" ทางปัญญาขึ้นมา เพื่อส่องดูลึกลงไปในความเป็นจริงของชีวิต จนเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ และหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง
ฐานแรกและเป็นฐานที่หยาบที่สุดที่ง่ายต่อการกำหนดรู้คือ "กาย" การมีสติตามดูกาย คือการระลึกรู้ในอิริยาบถและการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงส่วนประกอบและความเป็นจริงของร่างกายตามธรรมชาติ โดยไม่เข้าไปปรุงแต่งหรือตัดสินว่าดี-ชั่ว ชอบ-ไม่ชอบ เป็นการ "แค่ดู" หรือ "แค่รู้" เท่านั้น หมวดย่อยในกายานุปัสสนามีหลายแบบ ที่สำคัญได้แก่:
ฐานที่สองคือ "เวทนา" หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อมีอารมณ์มากระทบประสาทสัมผัส การมีสติตามดูเวทนา คือการระลึกรู้เท่าทันความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ ไม่ว่าจะเป็น สุขเวทนา (ความรู้สึกสุขสบาย) ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์ไม่สบาย) หรือ อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ) โดยรู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ "เรา" ที่กำลังรู้สึกสุขหรือทุกข์
โดยปกติ เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้น คนเรามักจะเกิดความยินดีพอใจ (ตัณหา) และเมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้น ก็มักจะเกิดความขัดเคืองไม่พอใจ (ปฏิฆะ) การมีสติเท่าทันเวทนาจะช่วยตัดวงจรนี้ได้ เมื่อสุขเกิดขึ้น ก็เพียงแค่รู้ว่า "สุข" เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ก็เพียงแค่รู้ว่า "ทุกข์" ไม่เข้าไปปรุงแต่งต่อ ทำให้เราสามารถเป็นอิสระจากอำนาจของความรู้สึก และมองเห็นมันเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น
ฐานที่สามคือ "จิต" หรือสภาพของจิตใจในขณะนั้นๆ การมีสติตามดูจิต คือการระลึกรู้ว่าในขณะนี้จิตของเรามีสภาพเป็นอย่างไร เช่น จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ, จิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ, จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ, จิตฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) หรือจิตหดหู่ (ถีนะมิทธะ), จิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ
การตามดูจิตทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของจิตว่ามันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด และไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราอย่างแท้จริง เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวสงบ เดี๋ยวฟุ้งซ่าน การเฝ้าดูเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้เราคลายความยึดมั่นว่า "จิตนี้คือเรา" หรือ "เราเป็นเจ้าของจิต" ลงได้ และจะทำให้เราเท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฐานสุดท้ายคือ "ธรรม" ในที่นี้หมายถึง สภาวธรรม หรือความจริงทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล เป็นการพิจารณาที่ละเอียดและเป็นเชิงสรุปยอดที่สุด เป็นการนำสิ่งที่รับรู้จากกาย เวทนา และจิต มาพิจารณาโดยใช้หลักธรรมต่างๆ เข้าไปจัดหมวดหมู่ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงและความจริงรวบยอด หมวดย่อยในธัมมานุปัสสนามี 5 หมวด ได้แก่:
การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คือการเดินทางบน "ทางสายเอก" ที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลส พัฒนาปัญญาให้เห็นแจ้งแทงตลอดในสัจธรรม และบรรลุถึงความดับทุกข์คือพระนิพพานได้ในที่สุด