
ในวิถีพุทธศาสนา การสร้างความดีหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "การทำบุญ" เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต เพื่อสั่งสมเสบียงในการเดินทางข้ามสังสารวัฏฏ์และเพื่อสร้างความสุขความเจริญให้เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต พระพุทธองค์ได้ทรงสรุปหลักการแห่งการทำความดีหรือการสร้างบุญกุศลไว้เป็น 3 ประการใหญ่ๆ ที่เรียกว่า "บุญกิริยาวัตถุ 3" ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา หลักการทั้งสามนี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมการกระทำความดีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่ทำได้ง่าย ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ต้องใช้ความเพียรพยายามทางจิตใจอย่างยิ่งยวด การเข้าใจและปฏิบัติใน ทาน-ศีล-ภาวนา อย่างสมดุลและสม่ำเสมอ คือหนทางแห่งการสร้างบารมี พัฒนาตนเองให้สูงขึ้น และนำไปสู่ความสุขอันไพบูลย์ได้อย่างแท้จริง
"ทาน" คือ การให้ การสละ การแบ่งปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นการทำความดีในระดับที่ง่ายที่สุดและสามารถทำได้ทุกคน ไม่ว่าจะมีฐานะร่ำรวยหรือยากจน การให้ทานเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการต่อสู้กับกิเลสพื้นฐานของมนุษย์ คือ "ความโลภ" และ "ความตระหนี่ถี่เหนียว"
ทานสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น:
อานิสงส์ของการให้ทานนั้นมีมากมาย นอกจากการที่จะได้เกิดในภพภูมิที่ดี มีโภคทรัพย์สมบัติมากในอนาคตแล้ว ผลในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดคือ การเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย จิตใจของผู้ให้ย่อมเบิกบาน ผ่องใส และเป็นการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันที่อบอุ่นและน่าอยู่
"ศีล" คือ การรักษากายและวาจาให้เป็นปกติเรียบร้อย งดเว้นจากการเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น เป็นการสร้างความดีที่สูงขึ้นมากว่าทาน เพราะไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอก แต่เป็นการฝึกฝนควบคุมตนเองโดยตรง ศีลเปรียบเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เราพลั้งเผลอไปทำความชั่ว และเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม
การรักษาศีลที่สำคัญสำหรับคฤหัสถ์คือ "เบญจศีล" หรือศีล 5 ซึ่งได้แก่ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, และดื่มของมึนเมา การรักษาศีลเป็นการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้มีศีลย่อมได้รับความไว้วางใจและความเคารพนับถือจากคนรอบข้าง
อานิสงส์ของการรักษาศีลนั้นสูงกว่าการให้ทาน เพราะทำให้เกิดความสงบเย็นในจิตใจ ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจหรือหวาดระแวงในผลกรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้ ผู้มีศีลจะมีผิวพรรณผ่องใส มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง และเมื่อใกล้จะสิ้นชีวิต ก็จะจากไปอย่างสงบ ไม่ทุรนทุราย จิตที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลย่อมนำไปสู่สุคติภูมิ การรักษาศีลจึงเป็นการสร้างบุญที่ละเอียดและมีผลานิสงส์มากกว่าทาน
"ภาวนา" คือ การพัฒนาจิตใจและปัญญาให้สูงขึ้นไป เป็นการสร้างบุญในระดับที่สูงสุดและประณีตที่สุด เพราะเป็นการทำงานกับจิตใจโดยตรง เพื่อชำระล้างกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป ภาวนาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา
อานิสงส์ของภาวนานั้นสูงที่สุดในบรรดาบุญกิริยาวัตถุทั้งสาม เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือการทำลายกิเลสในใจของตนเอง แม้เพียงการเจริญเมตตาจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทานใดๆ และการเจริญวิปัสสนาจนเห็นความจริงแม้เพียงชั่วขณะจิต ก็มีอานิสงส์มากกว่าการรักษาศีลทั้งหมด เพราะเป็นหนทางโดยตรงที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง (นิพพาน)
ทาน ศีล และภาวนา เป็นหลักการสร้างบารมีที่ควรปฏิบัติให้ครบถ้วนทั้งสามประการตามกำลังสติปัญญาของตน ทานเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมภายนอก ศีลเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้แก่ตนเอง และภาวนาเป็นการพัฒนายกระดับจิตใจจากภายใน ทั้งสามสิ่งนี้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผู้ที่ให้ทานอยู่เสมอย่อมรักษาศีลได้ง่ายขึ้น ผู้มีศีลย่อมทำสมาธิได้ง่ายขึ้น และผู้มีสมาธิย่อมเจริญปัญญาเห็นแจ้งความจริงได้ การบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการนี้อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นการเดินทางบนเส้นทางแห่งความดีที่สมบูรณ์พร้อม นำมาซึ่งประโยชน์สุขทั้งในโลกนี้ โลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือการบรรลุมรรคผลนิพพาน